เจาะลึกภัยคุกคามเงียบระบบสื่อสารและเส้นใยแก้วนำแสงใต้มหาสมุทร
หากเราพิจารณาถึงความมั่นคงทางเทคโนโลยี มีเหตุการณ์หนึ่งที่คนส่วนใหญ่ไม่เคยได้ยิน แต่ถ้าเกิดขึ้นในภูมิภาคของเรา อาจหนักหน่วงกว่าภัยธรรมชาติทั่วไปหลายเท่า นั่นคือความเสี่ยงที่สายเคเบิลใต้ทะเลซึ่งเป็นเส้นทางหลักของอินเทอร์เน็ตจะถูกทำลาย โดยจะทำให้ระบบธุรกรรมทางการเงินและบริการฉุกเฉินต้องหยุดชะงัก
จากข้อมูลทางสถิติและเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริง ปัญหานี้ไม่ใช่เรื่องของอุบัติเหตุเพียงอย่างเดียว ทว่ามันเป็นส่วนหนึ่งของกลยุทธ์ที่เรียกว่าสงครามเขตสีเทา ซึ่งยากต่อการตรวจสอบและจับกุมคาหนังคาเขา ส่งผลให้ประเทศเป้าหมายตกอยู่ในภาวะกลืนไม่เข้าคายไม่ออก
ช่องว่างในการดูแลรักษาความปลอดภัยทางทะเล เพื่อปิดช่องโหว่เชิงกลยุทธ์ของประเทศ
นี่คือประเด็นสำคัญที่นักวิเคราะห์ความมั่นคงให้ความสนใจ การนำเรือรบขนาดใหญ่ที่มีมูลค่าสูงไปคอยตรวจตราเรือประมงหรือเรือสินค้าทั่วไป เป็นสิ่งที่สิ้นเปลืองงบประมาณอย่างมาก เพราะเรือรบขนาดใหญ่ไม่ใช่อาวุธที่จะนำมาใช้ในสถานการณ์เช่นนี้ได้ง่าย
ส่วนหน่วยงานดูแลชายฝั่งก็มีข้อจำกัดด้านกำลังพล ส่งผลให้ผู้ไม่หวังดีสามารถดำเนินงานได้อย่างสะดวกในพื้นที่ทะเลลึก นี่จึงเป็นเหตุผลที่โลกต้องการนวัตกรรมใหม่
กลไกการทำงานของโดรนใต้น้ำอัจฉริยะ เพื่อการปกป้องโครงสร้างพื้นฐานอย่างมีประสิทธิภาพ
ระบบป้องกันรูปแบบใหม่ที่กำลังถูกพัฒนาขึ้นเรียกว่า ระบบฝูงยานพาหนะไร้คนขับใต้น้ำ ความมั่นคงแห่งชาติ โดยการทำงานร่วมกันของโดรนอัจฉริยะ เมื่อระบบตรวจสอบพบพฤติกรรมที่ผิดปกติของเรือในพื้นที่เสี่ยง ระบบอัตโนมัติจะสั่งการให้โดรนเข้าควบคุมสถานการณ์
สิ่งที่น่าสนใจคือระบบนี้ไม่ได้ใช้ความรุนแรง แต่เป็นการใช้เส้นใยสังเคราะห์พิเศษพันเข้าไปในใบพัดเรือ วัสดุที่เลือกใช้คือเส้นใยอาราเมด หรือเคฟล่าร์ (Kevlar) ซึ่งมีคุณสมบัติเด่นชัดเจนคือ
- ไม่สร้างภาระให้แก่ระบบขับเคลื่อนของโดรน: ทำให้โดรนใต้น้ำสามารถพกพาและเคลื่อนย้ายได้อย่างรวดเร็วในทุกสภาพร่องน้ำ
- มีความแข็งแกร่งทนทานต่อแรงบิดมหาศาล: สามารถหยุดการทำงานของใบพัดเรือขนาดใหญ่ได้อย่างชะงัก
- ไม่ก่อให้เกิดมลพิษถาวรในมหาสมุทร: ย้ายภาระความรับผิดชอบไปให้ฝ่ายที่ฝ่าฝืนคำเตือนอย่างชัดเจน
กระบวนการตอบสนองสามระดับเพื่อความโปร่งใสสากล
การออกแบบระบบนี้จึงเน้นความโปร่งใสทางกฎหมาย โดยแบ่งการตอบสนองออกเป็นสามระดับขั้นที่ชัดเจน และเป็นแนวทางที่สากลยอมรับ ดังนี้
- ขั้นตอนการเตือนด้วยสัญญาณเสียงและคลื่นวิทยุ: เมื่อระบบเซนเซอร์ตรวจพบการลากสมอ โดรนจะส่งสัญญาณเตือนให้เรือปรับเปลี่ยนเส้นทางทันที
- การสร้างระบบฐานข้อมูลเพื่อใช้ในชั้นศาล: หากเรือไม่ตอบสนอง โดรนจะติดตามและบันทึกภาพพฤติกรรมทั้งหมดไว้เป็นหลักฐานเชิงประจักษ์
- ระดับที่สามคือการหยุดยั้งการเคลื่อนที่: เมื่อเรือยังคงฝ่าฝืนแนวเขตคุ้มครอง โดรนจะทำการปล่อยใยอาราเมดทันทีเพื่อให้หน่วยยามฝั่งเข้ามาดำเนินคดี
การเปรียบเทียบต้นทุนการป้องกันกับการซ่อมแซมระบบ
ในมุมมองด้านงบประมาณและการลงทุน ปัจจุบันโลกมีเรือซ่อมสายเคเบิลใต้ทะเลในจำนวนที่จำกัดมาก และการซ่อมแซมแต่ละครั้งมีค่าใช้จ่ายที่สูงรวมถึงต้องใช้เวลานาน ซึ่งนักเศรษฐศาสตร์ประเมินว่าความเสียหายต่อระบบเศรษฐกิจดิจิทัลอาจสูงถึงหลายพันล้านบาทต่อวัน
ในทางกลับกัน การลงทุนในฝูงโดรนใต้น้ำอัจฉริยะ มีต้นทุนการผลิตและบำรุงรักษาเพียงเศษเสี้ยวของเรือรบแบบเดิม ไม่จำเป็นต้องใช้กำลังพลจำนวนมากในพื้นที่เสี่ยง ถือเป็นโมเดลการบริหารความเสี่ยงที่ชาญฉลาด